|
|
|
ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโอโซน โอโซนเป็นก๊าซที่ประกอบด้วยออกซิเจน
3 อะตอม
มีสูตรเป็น O3
โดยพบว่าทุก
ๆ10
ล้านโมเลกุลของบรรยากาศที่ระดับความสูง
10-50 กม. การเกิดหลุมโอโซนในชั้นบรรยากาศ ในปี พ.ศ. 2521 นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตามปริมาณของก๊าซต่างๆ ในชั้นบรรยากาศได้พบว่า ปริมาณของโอโซนมีแนวโน้มลดลงตลอดเวลาในปี พ.ศ. 2528 นักสำรวจขั้วโลกชาวอังกฤษ ค้นพบว่าปริมาณโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิลดลงร้อยละ 50 ถึง 95 ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้ (Antartic Ozone Hole) จากการค้นพบนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากและพยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลาย ซึ่งต่อมาพบว่าปริมาณโอโซนที่ลดลง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของออกไซต์ของคลอรีนเสมอ จึงได้มีการศึกษาติดตามแหล่งที่มาของคลอรีนในบรรยากาศและพบหลักฐาน ที่เชื่อได้ว่าปริมาณคลอรีนที่เพิ่มขึ้นในชั้นสตราโทสเฟียร์นั้นมาจากสารเคมีจำพวกฮาโลคาร์บอน (Halocarbons) ซึ่งประกอบด้วย คลอรีน, ฟลูออรีน, โบรมีน, คาร์บอนและไฮไดรเจน ซึ่งในเวลาต่อมาเรียกสารจำพวกนี้ว่าสารทำลายชั้นโอโซน (Ozone Depleting Substances, ODSs)
สารทำลายชั้นโอโซนที่รู้จักกันมาก
คือ
สารจำพวกคลอโรฟลูออไรคาร์บอน
หรือ สารซี เอฟ
ซี (Chlorofluorocarbons,CFCs)
ที่ถูก UV จากดวงอาทิตย์จะทำให้สารดังกล่าวแตกตัวเกิดอะตอมของคลอรีนอิสระและทำปฏิกิริยากับโอโซนในลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้โอโซนถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและสารทำลายชั้นโอโซนตัวอื่น ๆ ก็จะทำปฏิกิริยาก่อให้เกิดการทำลายโอโซนทำนองเดียวกัน อนุสัญญาเวียนนา เพื่อการป้องกันชั้นโอโซน (The Vienna Convention for the Protection of the Ozone Layer) ในปี พ.ศ. 2524 องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อวางโครงร่างสำหรับการปกป้องชั้นโอโซน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความตกลงในรูปสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการทำลาย ชั้นโอโซน เรียกว่าอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการป้องกันชั้นโอโซน อนุสัญญาเวียนนาประกอบด้วยคำปฏิญาณในอันที่จะร่วมมือกันในการศึกษาค้นคว้า เฝ้าระวัง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณการผลิต และการปล่อยสารทำลายชั้นโอโซน รวมถึงการดำเนินการควบคุมตามอนุสัญญาที่จะกำหนดขึ้นในอนาคตด้วย แม้ว่าอนุสัญญาเวียนนา จะไม่ได้มีข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติเพื่อลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน แต่อนุสัญญาเวียนนาก็จัดเป็นอนุสัญญาที่สำคัญ ในประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับมาตรการป้องกันในการเจรจาระหว่างประเทศ และเห็นพ้องกันในการที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมโลก ก่อนที่จะมีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงขึ้น โดยได้มีประเทศต่างๆ จำนวน 28 ประเทศ ร่วมกันให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าวครั้งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 พิธีสารมอนทรีออลเพื่อการลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นโอโซน (The Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer) หลังจากการยอมรับอนุสัญญาเวียนนาเพียง 2 เดือน ได้มีการตีพิมพ์บทความรายงานการสำรวจทวีปแอนตาร์คติคของคณะสำรวจชาวอังกฤษที่มี ดร.โจ ฟาร์แมน เป็นหัวหน้าคณะ ในรายงานได้เปิดเผยถึงปริมาณโอโซนที่ลดลงอย่างน่าวิตกในฤดูใบไม้ผลิ จนเกิดลักษณะ ที่เรียกว่า “หลุมโอโซน” (Ozone Hole) ขึ้นเหนือทวีปแอนตาร์คติคซึ่งลักษณะการเกิดหลุมโอโซนดังกล่าวนี้ได้ถูกตรวจพบ โดยดาวเทียมสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2523 แต่มิได้มีการนำข้อมูลมาพิจารณาเนื่องจากความเข้าใจผิดว่า ข้อมูลที่พบโดยบังเอิญนั้นเกิดจากความผิดพลาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ แม้ในขณะนั้นสาเหตุของการเกิดหลุมโอโซนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยว่าสาร CFCs อาจเป็นต้นเหนุของการเกิดหลุมโอโซน จากข้อมูลข้างต้นได้ผลักดันให้องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
(UNEP)
ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินการ พิธีสารมอนทรีออลแล้ว 183 ประเทศ ทั้งนี้ในพิธีสารมอนทรีออลได้มีการแก้ไขปรับปรุงจนถึงปัจจุบันแล้ว 4 ครั้งและได้มีประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันตามฉบับที่แก้ไขดังนี้ ครั้งที่ 1 ที่นครลอนดอน 160 ประเทศ ครั้งที่2 ที่กรุงโคเปนเฮเกน 136 ประเทศ ครั้งที่ 3 ที่เมือง มอนทรีออล 74 ประเทศและครั้งที่4 ที่กรุงปักกิ่ง 24 ประเทศ พิธีสารมอนทรีออลมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ ความยืดหยุ่นซึ่งจะทำให้สามารถรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าทาง วิชาการ ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดในการควบคุมสารทำลายชั้นโอโซนได้ตามสภาพการณ์และข้อมูล ทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไป บทบาทของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกของอนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล ตามที่นานาประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและความจำเป็นในการฟื้นฟูสภาพของชั้นโอโซน โดยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาเวียนนาเพื่อการปกป้องชั้นโอโซนและพิธีสารมอนทรีออลเพื่อการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนนั้น ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ชั้นโอโซนถูกทำลาย แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภาค อุตสาหกรรมที่มีการใช้สารทำลาย ชั้นโอโซนและอุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารดังกล่าว ซึ่งตามข้อกำหนดของพิธีสารได้ห้ามการซื้อขาย สารทำลายชั้นโอโซนและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรืบรรจุด้วยสารนี้กับประเทศนอกภาคีสมาชิก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วม กับนานาประเทศในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล ทำให้ ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2532 โดยมีหน้าที่หลักที่สำคัญคือ ต้องดำเนินการเพื่อการลดและเลิกใช้สารให้สอดคล้องตามระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องรายงานปริมาณการใช้สารควบคุมต่อ UNEP ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของพิธีสาร รวมทั้งการติดต่อประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคี ในการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนด้วยเป็นต้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก
ได้ดำเนินการในด้านต่าง
ๆ
ตั้งแต่การศึกษา ในการเตรียมการเพื่อรับสถานการณ์และการป้องกันการขาดแคลนสารทำลายชั้นโอโซน
รวมทั้งการเข้าเวทีการแข่งขันกันทางการค้าระหว่าง หมายเหตุ: สามารถค้นคว้ารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 4007 และหน่วยอนุรักษ์โอโซน กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 4228, 0 2245 7874 หรือที่ http://www.uneptie.org http://www.worldbank.com http://www.unep.org |
[ BACK ]