ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโอโซน

โอโซนเป็นก๊าซที่ประกอบด้วยออกซิเจน 3 อะตอม มีสูตรเป็น O3 โดยพบว่าทุก ๆ10 ล้านโมเลกุลของบรรยากาศที่ระดับความสูง 10-50 กม.
จะพบโอโซนประมาณ 3 โมเลกุลเท่านั้น ชั้นโอโซนจะทำหน้าที่ดูดซับรังสีทุกชนิดที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ไว้โดยเฉพาะรังสี UV-B ที่มี
อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและทำลายความสมดุลของธรรมชาติ โดยเฉพาะมนุษย์การได้รับรังสีนี้เป็นระยะเวลานานๆ จะมีความเสี่ยงในการเกิด
อันตรายต่อดวงตา โดยพบว่าหากโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ ลดลงเพียงร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อัตราการเกิดต้อกระจกเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 0.6-0.8 นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาซึ่งพบว่าเป็นกันมาก
ในหมู่คนผิวขาวรวมทั้งทำให้ภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ลดลงซึ่งทำให้เกิดการระบาดของโรคหรือติดโรคต่าง ๆ มากขึ้น

นอกจากจะมีผลต่อมนุษย์แล้วสัตว์และพืชก็ได้รับผลกระทบจากรังสีดังกล่าวนี้เช่นกัน โดยเฉพาะสัตว์น้ำ รังสี UV-B จะไปทำลายการ
เจริญเติบโตของสัตว์น้ำในช่วงแรกและทำให้แพลงตอน ซึ่งเป็นรากฐานของปฏิกิริยาลูกโซ่ อาหารในน้ำมีปริมาณลดลง ในส่วนของพืช
พบว่ารังสี UV-B จะ ทำให้การเจริญเติบโตของพืชลดลง นอกจากนี้ยังมีผลต่อวัตถุสังเคราะห์ต่าง ๆ เช่น พลาสติก ยาง และวัตถุที่เกิด
ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ไม้ โดยทำให้เกิดการเปลี่ยนสีหรือสูญเสียประสิทธิภาพในการใช้งานได้ จากผลกระทบดังกล่าวจะเห็นว่าชั้น
โอโซนทำหน้าที่เสมือนเกราะกำบังช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากรังสี UV-B ได้

 การเกิดหลุมโอโซนในชั้นบรรยากาศ

ในปี พ.ศ. 2521 นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตามปริมาณของก๊าซต่างๆ ในชั้นบรรยากาศได้พบว่า ปริมาณของโอโซนมีแนวโน้มลดลงตลอดเวลา
ในปี พ.ศ. 2528 นักสำรวจขั้วโลกชาวอังกฤษ ค้นพบว่าปริมาณโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิลดลงร้อยละ 50 ถึง 95 ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้ (Antartic Ozone Hole)

จากการค้นพบนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากและพยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลาย ซึ่งต่อมาพบว่าปริมาณโอโซนที่ลดลง
มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของออกไซต์ของคลอรีนเสมอ จึงได้มีการศึกษาติดตามแหล่งที่มาของคลอรีนในบรรยากาศและพบหลักฐาน
ที่เชื่อได้ว่าปริมาณคลอรีนที่เพิ่มขึ้นในชั้นสตราโทสเฟียร์นั้นมาจากสารเคมีจำพวกฮาโลคาร์บอน (Halocarbons) ซึ่งประกอบด้วย 
คลอรีน, ฟลูออรีน, โบรมีน, คาร์บอนและไฮไดรเจน ซึ่งในเวลาต่อมาเรียกสารจำพวกนี้ว่าสารทำลายชั้นโอโซน (Ozone Depleting Substances, ODSs)

สารทำลายชั้นโอโซนที่รู้จักกันมาก คือ สารจำพวกคลอโรฟลูออไรคาร์บอน หรือ สารซี เอฟ ซี (Chlorofluorocarbons,CFCs) ที่ถูก
สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้เป็นน้ำยาทำความเย็นในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศต่อมามีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมโฟม ใช้เป็นตัวทำละลายใน
อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์ ใช้เป็นสารผลักดันในกระป๋องสเปรย์ เนื่องจากสารดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่น มีความคงตัวสูง
ไม่เป็นพิษราคาถูกและง่ายต่อการเก็บรักษาจึงทำให้มีการใช้สารนี้อย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็วทำให้การผลิตสารกลุ่มนี้ของทั่วโลกเพิ่ม
ขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา สารหลักในกลุ่มนี้ ได้แก่ CFC-11, CFC-12, CFC-113, CFC-114 และ
CFC-115 และต่อมาได้พบว่าสารเฮลอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ เมทิลคลอโรฟอร์ม เมทิลโบรไมด์ รวมทั้งสารจำพวก ไฮโดรคลอโร
ฟลูออโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons, HCFCs) ที่นำมาใช้แทนสาร CFCs เป็นสารทำลายชั้นโอโซนด้วย แต่มีค่าใน
การทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนน้อยกว่าสาร ซีเอฟซี

จากคุณสมบัติความคงตัว จึงทำให้สารทำลายชั้นโอโซนที่ถูกปล่อยออกมาลอยตัวขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ได้ในขณะที่รังสี 
UV จากดวงอาทิตย์จะทำให้สารดังกล่าวแตกตัวเกิดอะตอมของคลอรีนอิสระและทำปฏิกิริยากับโอโซนในลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่
ทำให้โอโซนถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและสารทำลายชั้นโอโซนตัวอื่น ๆ ก็จะทำปฏิกิริยาก่อให้เกิดการทำลายโอโซนทำนองเดียวกัน

อนุสัญญาเวียนนา เพื่อการป้องกันชั้นโอโซน

(The Vienna Convention for the Protection of the Ozone Layer)

ในปี พ.ศ. 2524 องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อวางโครงร่าง
สำหรับการปกป้องชั้นโอโซน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความตกลงในรูปสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการทำลาย
ชั้นโอโซน เรียกว่าอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการป้องกันชั้นโอโซน

อนุสัญญาเวียนนาประกอบด้วยคำปฏิญาณในอันที่จะร่วมมือกันในการศึกษาค้นคว้า เฝ้าระวัง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณการผลิต
และการปล่อยสารทำลายชั้นโอโซน รวมถึงการดำเนินการควบคุมตามอนุสัญญาที่จะกำหนดขึ้นในอนาคตด้วย แม้ว่าอนุสัญญาเวียนนา
จะไม่ได้มีข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติเพื่อลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน แต่อนุสัญญาเวียนนาก็จัดเป็นอนุสัญญาที่สำคัญ
ในประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับมาตรการป้องกันในการเจรจาระหว่างประเทศ และเห็นพ้องกันในการที่จะแก้ไขปัญหา
ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมโลก ก่อนที่จะมีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงขึ้น โดยได้มีประเทศต่างๆ
จำนวน 28 ประเทศ ร่วมกันให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าวครั้งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528

พิธีสารมอนทรีออลเพื่อการลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นโอโซน

(The Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer)

หลังจากการยอมรับอนุสัญญาเวียนนาเพียง 2 เดือน ได้มีการตีพิมพ์บทความรายงานการสำรวจทวีปแอนตาร์คติคของคณะสำรวจชาว
อังกฤษที่มี ดร.โจ ฟาร์แมน เป็นหัวหน้าคณะ ในรายงานได้เปิดเผยถึงปริมาณโอโซนที่ลดลงอย่างน่าวิตกในฤดูใบไม้ผลิ จนเกิดลักษณะ
ที่เรียกว่า “หลุมโอโซน” (Ozone Hole) ขึ้นเหนือทวีปแอนตาร์คติคซึ่งลักษณะการเกิดหลุมโอโซนดังกล่าวนี้ได้ถูกตรวจพบ
โดยดาวเทียมสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2523 แต่มิได้มีการนำข้อมูลมาพิจารณาเนื่องจากความเข้าใจผิดว่า
ข้อมูลที่พบโดยบังเอิญนั้นเกิดจากความผิดพลาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ แม้ในขณะนั้นสาเหตุของการเกิดหลุมโอโซนยังไม่เป็นที่แน่ชัด
แต่ก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยว่าสาร CFCs อาจเป็นต้นเหนุของการเกิดหลุมโอโซน

จากข้อมูลข้างต้นได้ผลักดันให้องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินการ
ให้มีการเจรจาต่อรองเพื่อร่างข้อกำหนด และมาตรการเพื่อการยับยั้งการทำลายชั้นโอโซน ภายใต้อนุสัญญาเวียนนา ซึ่งสามารถร่างแล้วเสร็จ
ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ประเทศทั่วโลกจำนวน 47 ประเทศ
ได้ประกาศให้สัตยาบันต่อข้อกำหนดดังกล่าว และได้เรียกข้อกำหนดนี้ว่าพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน
ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงการให้สัตยาบันต่อพิธีสารฉบับนี้ ในปี พ.ศ. 2538 องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 16 กันยายน
ของทุกปีเป็นวันโอโซนสากลและขอความร่วมมือให้ประเทศภาคีสมาชิกจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการปกป้องชั้นโอโซน

ปัจจุบันนี้มีประเทศต่างๆ จากทั่วโลกได้ร่วมกันให้สัตยาบันตามอนุสัญญาเวียนนาแล้ว 184 ประเทศ และในจำนวนนี้ได้ให้สัตยาบันต่อ
พิธีสารมอนทรีออลแล้ว 183 ประเทศ ทั้งนี้ในพิธีสารมอนทรีออลได้มีการแก้ไขปรับปรุงจนถึงปัจจุบันแล้ว 4 ครั้งและได้มีประเทศต่างๆ
ให้สัตยาบันตามฉบับที่แก้ไขดังนี้ ครั้งที่ 1 ที่นครลอนดอน 160 ประเทศ ครั้งที่2 ที่กรุงโคเปนเฮเกน 136 ประเทศ ครั้งที่ 3 ที่เมือง
มอนทรีออล 74 ประเทศและครั้งที่4 ที่กรุงปักกิ่ง 24 ประเทศ

พิธีสารมอนทรีออลมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ ความยืดหยุ่นซึ่งจะทำให้สามารถรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าทาง
วิชาการ ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดในการควบคุมสารทำลายชั้นโอโซนได้ตามสภาพการณ์และข้อมูล
ทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไป

บทบาทของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกของอนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล

ตามที่นานาประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและความจำเป็นในการฟื้นฟูสภาพของชั้นโอโซน โดยการให้สัตยาบันต่อ
อนุสัญญาเวียนนาเพื่อการปกป้องชั้นโอโซนและพิธีสารมอนทรีออลเพื่อการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนนั้น ประเทศไทยแม้จะไม่ได้
รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ชั้นโอโซนถูกทำลาย แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภาค อุตสาหกรรมที่มีการใช้สารทำลาย
ชั้นโอโซนและอุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารดังกล่าว ซึ่งตามข้อกำหนดของพิธีสารได้ห้ามการซื้อขาย
สารทำลายชั้นโอโซนและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรืบรรจุด้วยสารนี้กับประเทศนอกภาคีสมาชิก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วม
กับนานาประเทศในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล ทำให้
ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2532 โดยมีหน้าที่หลักที่สำคัญคือ
ต้องดำเนินการเพื่อการลดและเลิกใช้สารให้สอดคล้องตามระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องรายงานปริมาณการใช้สารควบคุมต่อ UNEP ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของพิธีสาร รวมทั้งการติดต่อประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคี
ในการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนด้วยเป็นต้น

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก ได้ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่การศึกษา
สถานการณ์และปริมาณการใช้สารทำลายชั้นโอโซนในอุตสาหกรรมภาคต่าง ๆ และกำหนดมาตรการควบคุมปริมาณการนำเข้าสารทำลาย
ชั้นโอโซน จัดทำแผนแห่งชาติเพื่อกำหนดระยะเวลาการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ทั้งต่อภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค กล่าวคือได้กำหนดให้เลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนกลุ่มแรก (Annex A ตามพิธีสารมอนทรีออล) 
คือ สาร CFC-11, CFC-12 ในการผลิตสินค้าใหม่ในปี พ.ศ. 2541 และการนำไปใช้เพื่อการซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม
ในปี พ.ศ. 2553 ส่วนสาร CFC-113, CFC-114, CFC-115 เมทิลคลอโรฟอร์ม และเฮลอน ได้กำหนดให้เลิกใช้ในปี พ.ศ. 2541 (ตามข้อกำหนดใน Country Program) การกำหนดเวลาไว้ล่วงหน้านี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีช่วงเวลาในการเตรียมพร้อม
สำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ปริมาณการผลิตสารที่ลดลงซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสารในการผลิตหรือเพื่อ
การซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เช่น ตู้เย็น เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาการกีดกัน
สินค้าที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารทำลายชั้นโอโซน ในขณะเดียวกันได้ทำการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจ
และจัดประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในเรื่องของเทคโนโลยีและสารทดแทนในอุตสาหกรรมภาคต่าง ๆ ที่จะต้องลด
และเลิกใช้ รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการต่อไป และให้การ
สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการลดและเลิกการใช้สารให้เร็วขึ้น เช่น การยกเว้นภาษีการนำเข้าสาร ทดแทน การลดภาษีเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้
ในการเก็บกักและปรับปรุงสภาพสารทำความเย็น รวมทั้งการสนับสนุนให้มีการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้สารทำลายชั้นโอโซน

ในการเตรียมการเพื่อรับสถานการณ์และการป้องกันการขาดแคลนสารทำลายชั้นโอโซน รวมทั้งการเข้าเวทีการแข่งขันกันทางการค้าระหว่าง
ประเทศตามกระแสการรณรงค์เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมโลก กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ห้ามการผลิตตู้เย็นที่ใช้ในบ้านเรือนใช้สาร CFCs ในขบวนการผลิตและห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์กระป๋องสเปรย์ที่ใช้สาร CFCs เป็นสารผลักดัน การดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เป็นผลให้ประเทศไทยสามารถลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นโอโซนได้เป็นจำนวน
มากความสำเร็จนี้นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมของไทยลดความเสี่ยงในการขาดสารที่ต้องใช้เพื่อการผลิตแล้วยังส่งผลให้ อุตสาหกรรม
ไทยไม่ถูกกีดกันเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ลดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่จะต้องใช้สารทำลายชั้นโอโซนในการซ่อมบำรุง และในขณะเดียวกันได้มีส่วนช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกด้วย

 หมายเหตุ: สามารถค้นคว้ารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 4007

และหน่วยอนุรักษ์โอโซน กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 4228, 0 2245 7874 หรือที่

http://www.uneptie.org

http://www.worldbank.com

http://www.unep.org


BACK ]