ความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัยใน
การเก็บสารเคมีและการป้องกันอัคคีภัย
สารเคมีที่เก็บไว้ตามสถานที่เก็บต่างๆ
บางชนิดนอกจากมีคุณสมบัติที่เป็นสารพิษแล้ว
ยังมีคุณสมบัติอื่น
ๆ
ที่อาจเป็นอันตรายได้ เช่น
มีคุณสมบัติเป็นสารติดไฟ
สารกัดกร่อน เป็นต้น
ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องทราบคุณสมบัติของสารเคมีแต่ละชนิด
และอาจจัดเก็บตาม
คุณสมบัตินั้น
ๆ สารเคมีบางชนิดอาจมีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายหลายอย่างก็ได้
ในการจัดเก็บก็จะมีข้อยกเว้นพิเศษแยกออกไป
นอกจากนั้นผู้ดูแลสถานที่เก็บสารเคมีจะต้องมีความรู้ว่าสารเคมีชนิดไหนสามารถเก็บใกล้กันได้
และสารเคมีชนิดไหนต้องจัดเก็บแยกออกไป
การจัดเก็บสารเคมีตามคุณสมบัติที่เป็นอันตรายตามคำแนะนำของ
NFPA (National
Fire Protection Association) ประเทศ
สหรัฐอเมริกา
อาจแบ่งแยกสารเคมีออกเป็นกลุ่ม
ๆ ดังนั้น
1.
OXIDIZING CHEMICALS
2.
COMBUSTIBLE CHEMICALS
3.
UNSTABLE CHEMICALS
4.
WATER-AND AIR-REACTIVE CHEMICALS
5.
CORROSIVE CHEMICALS
6.
RADIOACTIVE MATERIALS
สารเคมีกลุ่มนี้เมื่อได้รับความร้อนหรือติดไฟจะให้ออกซิเจนที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการติดไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ของสารอื่น
ที่อยู่ใกล้เคียงแม้จะอยู่ในที่
ๆ
ซึ่งไม่มีออกซิเจนก็ตาม การเกิดอัคคีภัยสาเหตุเกิดจากการที่ภาชนะแตกหรือชำรุดสารเคมีที่รั่วไหล
จะทำ ปฏิกิริยากันจะให้ความร้อนเกิดการลุกไหม้และเกิดการระเบิดขึ้น
-
ห้ามเก็บใกล้กับวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE) หรือวัตถุไวไฟ
(FLAMMABLE)
-
สาร OXIDIZING AGENT
ควรเก็บในสถานที่มีอากาศถ่ายเทอย่างเพียงพอ
และเก็บ
-
พื้นห้องอาคารสะอาด
หากมีการหกหรือรั่วไหลต้องทำความสะอาดทันที
1.2
การป้องกันอัคคีภัยอันเกิดจากสาร OXIDIZING
CHEMICALS
สถานที่เก็บต้องจัดให้มีระบบการดับเพลิงโดยใช้น้ำ
ให้มีการเก็บน้ำสำรองในปริมาณมากไว้ใช้ในการดับเพลิง
ดังกรณีการดับไฟที่ในบริเวณที่มีสาร
INORGANIC OXIDIZING AGENTS
เช่น พวก
NITRATES, NITRITES,
และ CHLORATES ในรายที่ไฟไหม้ที่ไม่รุนแรงที่เกิดจากที่สารเคมีกระเด็นออกมาทำปฏิกิริยากันอาจใช้เครื่องดังเพลิงชนิดเคมีแห้ง
หรือชนิดโฟมในการดับไฟ
หรือใช้สารดูดซับ
เช่น ใช้ทราย
หรือ SODA
ASH (SODIUM
CARBONATE) กลบ ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผลก็เปลี่ยนมาใช้น้ำดับไฟซึ่งให้ผลดีกว่า
พนักงานดับเพลิงต้องระมัดระวังในการดับเพลิงที่เกิดจากสารเคมีพวก
NITRITES NITRATES ต้องสวมชุดปฏิบัติการพิเศษรวมเครื่องช่วยหายใจ
ป้องกันการหายใจเอาแก๊สพิษ
OXIDES ของ
NITROGEN เข้าไปนอกจากนั้นการดับไฟต้องระมัดระวังการกระเด็นของสารเคมีเหล่านั้นในขณะที่ฉีดน้ำดับไฟด้วย
1.3.1
พวกไนเตรต
(NITRATES) ได้แก่
- โซเดียม
ไนเตรต
(SODIUM NITRATES)
ลักษณะเป็นผลึกสีขาวใสไม่มีกลิ่นใช้ในอุตสาหกรรม
ปุ๋ย
FLUX
แก้ว ไม้ขีดไฟ
เป็นต้น
เป็นสารที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้
(NONCOMBUSTIBLE) แต่สามารถให้แก๊สออกซิเจนเพิ่มความรุนแรงในการเผาไหม้วัตถุอื่นที่อยู่ใกล้กัน
โซเดียม
ไนเตรต สามารถ
ละลายได้ในน้ำ
ถ้าถุงผ้าหรือถุงกระดาษที่บรรจุสาร
NITRATES ได้รับความชื้นระหว่าง
การขนส่ง หรือในขณะเก็บสาร
NITRATES ก็จะซึมไปทั่วถุงนั้น เมื่อแห้งก็จะเป็นอันตรายอาจทำให้เกิดไฟไหม้
ได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นการเก็บโซเดียม
ไนเตรต
มักจะถ่ายจากถุงผ้าหรือถุงกระดาษไปเก็บในภาชนะที่ทนไฟ
และถุงเหล่านั้นก็ต้องนำไปเก็บในที่ปลอดภัยหรือกำจัดไป ต้องแยกโซเดียม
ไนเตรต
ออกจากวัตถุอินทรีย์
หากเก็บใกล้กันหรือเก็บรวมกันจะทำให้เกิดไฟไหม้และระเบิดขึ้นได้
-
โพแทสเซียม
ไนเตรต
(POTASSIUM NITRATE) มีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายเหมือนกับโซเดียม
ไนเตรต แต่โพแทสเซียม
ไนเตรต
ดูดซับความชื้นได้น้อยกว่า
วัตถุระเบิด
พลุ ยาปราบศัตรูพืช
ยาปราบวัชพืชอุตสาหกรรม
ไนตรัสอ๊อกไซด์
เป็นต้น
สามารถระเบิด
ได้เมื่ออยู่ในที่จำกัด
(CONFINEMENT)
และเมื่อได้รับอุณหภูมิสูง
หากเกิดไฟไหม้ต้องใช้น้ำดับเพลิง
ในปริมาณมากเป็น STRONG OXIDIZING
AGENT ดังนั้น
ในขบวนการผลิตที่ป้องกันไม่ให้เกิด
การระเบิดหรือไฟไหม้มักจะเติมสารแอมโมเนีย
ฟอสเฟต
5% ถึง
10% ลงไปในแอมโมเนียมไนเตรต
ชนิดที่ผลิตปุ๋ย
ชนิดเม็ดมักเคลือบด้วยดิน
ครีเซ็ลกรู
(KIESELGUHR)
(CORROSIVE)
รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในหัวข้อ
CORROSIVE CHEMICALS
1.3.2
พวกไนไตรท์
(NITRITES)
สารพวกไนไตรท์พึงระวังอย่าให้สับสนกับพวกไนเตรตซึ่งไนไตรท์จะมี
ออกซิเจนน้อยกว่าไนเตรต
1
ตัว แต่เป็น
OXIDIZING AGENT
ที่แรงกว่า
เนื่องจากสามารถให้ออกซิเจนออกมาที่อุณหภูมิต่ำกว่า
ไนไตรท์ที่ผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE) จะเป็นสารผสมที่มีอันตรายมาก
ต้องระวังเรื่องไฟไหม้และการระเบิด
เมื่อได้รับความร้อนหรือมีเปลวไฟมาเกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น แอมโมเนียม
ไนไตรท์
สามารถระเบิดได้เอง
ดังนั้นมาตราการในการเก็บ
การขนส่ง
การป้องกันอัคคีภัย
ควรระมัดระวังเช่นเดียวกับไนเตรต
1.3.3 พวกอินอร์แกนนิค
เปอร์ออกไซด์
(INORGANIC PEROXIDES)
-
โซเดียม
เปอร์ออกไซด์
(SODIUM PEROXIDE), โปแทสเซียม
เปอร์ออกไซด์
(POTASSIUM
PEROXIDE)
และสตรอนเดียม
เปอร์ออกไซด์
(STRONTIUM PEROXIDE) สารเหล่านี้ไม่ติดไฟหรือไม่สามารถเผาไหม้ได้
(NONCOMBUSTIBLE) แต่สามารถทำปฏิกิริยา
กับน้ำอย่างรุนแรง
ให้ออกซิเจนและความร้อนออกมา
เปอร์ออกไซด์ของโซเดียมและโปแทสเซียม
ถ้ามีปริมาณมากสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและเกิดระเบิดขึ้น
ทำให้ภาชนะที่บรรจุชำรุดแตก
แม้ว่าจะมีน้ำเพียงเล็กน้อยก็ตาม
หากภาชนะนี้ไปวางใกล้กับวัตถุอินทรีย์ก็จะเกิดการลุกไหม้ขึ้นได้
-
แบเรียม
เปอร์ออกไซด์
(BARIUM PEROXIDE) เมื่อแบเรียม
เปอร์ออกไซด์ ผสมเป็นเนื้อเดียวกับ
วัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE) จะกลายเป็นวัตถุระเบิดได้
หากได้รับ
การเสียดสี
หรือเมื่อสัมผัส
กับน้ำแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็สามารถระเบิดไฟไหม้
ถ้าบริสุทธิ์จะอยู่ตัวได้รับความร้อนที่อุณหภูมิ
212 องศา
F (100 องศา
C)
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิด
99.2% จะสามารถสลายตัวด้วยอัตราการสลาย
และชนิดที่เข้มข้น
50-90% สามารถสลายตัวด้วย
ให้ไฮโดรเจนเปอร์
ลดความดันป้องกันมิให้ภาชนะแตกโดยทั่วไปแล้วไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง
86-90.7%
สามารถระเบิดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่มีความเข้นข้นมากกว่า
92% สามารถระเบิดได้
เมื่อได้รับการสั่นสะเทือน
ไอระเหยของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิดเข้มข้น
เมื่อสัมผัสกับประกายไฟ
จะเกิดการระเบิดขึ้น การสลายตัวของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
จะทำให้เกิดน้ำ
ออกซิเจน
และ ความร้อน
ขึ้นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิดที่มีความเข้มข้นมากกว่า
35%เมื่อสลายตัว
จะให้ความร้อนเพียงพอ
ที่จะทำ
ให้น้ำทั้งหมดกลายเป็นไอได้
การสลายตัวของไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์อาจมีสาเหตุจากการ
ที่มีโลหะบาง
ชนิด เช่น
เหล็ก
(IRON), ทองแดง (COPPER), โครเมียม
(CHROMIUM) , และโลหะอื่น
ๆ
ปะปนอยู่
(ยกเว้นอลูมิเนียม)
หรือเกลือโลหะเหล่านั้น
นอกจากนี้การสลายตัวของไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์
อาจมีสาเหตุจากการที่มีวัตถุอื่นปะปนอยู่ เช่น
ฝุ่นผงของวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE DUST)
หรือกรณีที่ไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ สัมผัสกับสิ่งที่มีผิวหยาบ
เช่น กระจกฝ้า
(GROUND GLASS)
ไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์เป็น
STRONG OXIDIZING AGENT
เมื่อสัมผัสกับวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE MATERIAL)
อาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้หรือระเบิดได้
ซึ่งเป็นไปได้สำหรับ
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
20% ขึ้นไป
การขนส่งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ตามหลักของ IMO (INTERNATIONAL MARITIME ORGANIZATION)
แบ่งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ออกเป็น 3
กลุ่ม ดังนี้
- ไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง
8-20% จะมีคุณสมบัติเป็น OXIDIZING AGENT
ตาม
UN.NO. 2984
- ไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง
20-60% จะมีคุณสมบัติเป็น OXIDIZING AGENT
และ
CORROSIVE ตาม UN.NO. 2014
- ไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
60%
จะมีคุณสมบัติเป็น
OXIDIZING AGENT และ CORROSIVE ตาม
UN.NO. 2015
ชนิดนี้จะมีอันตรายเมื่อมีความเข้มข้นสูงขึ้น
ถ้าสัมผัสกับพวกเปอร์แมงกาเนตจะทำให้เกิดการสลายตัวอย่างรุนแรง
กรณีพิเศษ
การเก็บสารไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ต้องเป็นสถานที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง ห่างจากแหล่งกำเนิดความร้อน
เก็บแยกจากพวกเปอร์แมงกาเนต
เก็บให้ห่างไกลจากโลหะชนิดผงและควรเก็บแยกตามคุณสมบัติดังรายละเอียดข้างต้น
1.3.4
พวกคลอเรต
(CHLORATES)
-
โพแทสเซียม
คลอเรต
(POTASSIUM
CHLORATE)
เป็นผลึกสีขาวละลายได้ในน้ำ
เผาไหม้ไม่ได้เป็น
STRONG OXIDIZING AGENT
เมื่อได้รับความร้อนจะสลายตัว
ให้แก๊สออกซิเจน เมื่อผสมกับวัตถุเผาไหม้ได้ก็จะทำไฟไหม้หรือเกิดระเบิดได้
ถังที่บรรจุคลอเรต
ได้รับความร้อนอาจเกิดระเบิดได้
-
โซเดียม
คลอไรต์
(SODIUM
CHLORITE) เป็น STRONG OXIDIZING AGENT หรือ
POWERFUL
OXIDIZING AGENT
เมื่อผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE
MATERIALS)
ก็จะกลายเป็นวัตถุระเบิดและเมื่อสัมผัสกับกรดแก่ก็จะเกิดการระเบิดให้แก๊ส
คลอรีน
ไดออกไซด์
ที่อุณหภูมิ
175 องศา
C
โซเดียม
คลอไรต์ สามารถสลายตัวพร้อมกับให้ความร้อน
ออกมาด้วย
- แอมโมเนียม
ไดโครเมท
(AMMONIUM
DICROMATE)เป็นสารเคมีประเภทไดโครเมทที่
อันตรายจากที่สุด
สามารถสลายตัวได้ตั้งแต่อุณหภูมิ
124.4 องศา
C
ขึ้นไป
และถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นกว่า
229 องศา
C
ก็จะทำให้เกิดการโป่งพองขึ้นเรื่อย
ๆ ทำให้ภาชนะแตกได้ให้ความร้อนและแก๊ส
ไนโตรเจนออกมา
สามารถรับออกซิเจน
ความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาบางครั้งอาจทำให้เกิดลุกติดไฟได้
1.3.7 พวกไฮโปคลอไรต์
(HYPOCHLORITES)
-
แคลเซียม
ไฮโปคลอไรต์(CALCIUM
HYPOCHLORITE) ลักษณะเป็นผลึกสีขาว
มีกลิ่นฉุน
เป็น
STRONG
OXIDIZING AGENT
สามารถลุกติดไฟได้ถ้าสัมผัสกับวัตถุที่เป็น
COMBUTIBLE
ORORGANIC MATERIALS
เมื่อได้รับความร้อนจะให้แก๊สออกซิเจนออกมา
ซึ่งเพิ่มความรุนแรงของอันตรายอันเกิดจากไฟไหม้มากยิ่งขึ้น
แคลเซียม
ไฮโปคลอไรต์
สามารถทำ
ปฏิกิริยา กับความชื้นพวกกรดให้แก๊สพิษ
คลอรีน,
คลอรีน
มอนนอกไซด์
(CHLORINE
MONOXIDE)
และออกซิเจนออกมาปกติแล้วมักจะซื้อขายกันในลักษณะผงฟอกขาว
(BLEACHING
POWDER)หรือชนิดที่เข้มข้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้กับสระว่ายน้ำ
ดังนั้นการเก็บแคลเซียม
ไฮโป คลอ
ไรต์จะต้องเก็บแยกจากวัตถุที่เผาไหม้ได้, REDUCING AGENT, และ
กรด สถานที่เก็บ
ต้องเป็น
ที่แห้ง
1.3.8 เปอร์คลอเรต
(PERCHLORATES)
พวกเปอร์คลอเรตจะมีออกซิเจน
-
แอมโมเนียม
เปอร์คลอเรต
(AMMONIUM
PERCHLORATE)มีความไวที่จะระเบิดถ้าไม่
บริสุทธิ์ หากมีสารบางอย่างผสมอยู่
เช่น ซัลเฟอร์,
โลหะผง
หรือวัตถุคาร์บอน
แอมโมเนียม
เปอร์คลอเรต
ชนิดที่บริสุทธิ์ก็อาจจะระเบิดได้
ถ้ามีไฟไหม้
-
โพแทสเซียม
เปอร์คลอเรต
(POTASSIUM
PERCHLORATE), โซเดียมเปอร์คลอเรต
(SODIUM CHLORATRE)
และแมกนีเซียม
เปอร์คลอเรต
(MAGNESIUM PERCHLORATE)
แต่ละชนิดเมื่อผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้
เช่น
สารอินทรีย์
หรือวัตถุที่สามารถ
รับออกซิเจนได้ก็จะกลายเป็นวัตถุระเบิดในบางกรณีแมกนีเซียมเปอร์คลอเรต
ใช้ในห้องปฏิบัติการ
สำหรับเป็นสารที่ดูดความชื้นใช้แทนแคลเซียมคลอไรด์
แต่ต้องระวังในเรื่องอันตรายมากขึ้น
1.3.9 พวกเปอร์แมงกาเนต
(PERMANGANATES)
INORGANIC PERMANGANATE
เมื่อผสมกับ
COMBUSTIBLE MATERIAL จะกลายเป็นวัตถุที่ง่ายต่อการติดไฟเมื่อได้รับการเสียดสี
หรืออาจลุกติดไฟได้เอง
เมื่อถูกสัมผัสกับกรดอินทรีย์ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดระเบิดขึ้นได้ไม่ว่าสารเปอร์แมงกาเนตจะอยู่ในสภาพที่เป็นสารละลาย
หรือในสภาพ ที่แห้งก็ตามตัวอย่างเช่น
ทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับวัตถุที่สามารถรับออกซิเจนที่มีลักษณะเป็นชิ้น
หรือไฮโดรเจน
เปอร์ออกไซด์ ก็จะ
ที่เกิดอันตรายด้วย