ความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัยในสถานที่เก็บสารเคมี


   ปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้มีการนำเข้าสารเคมีเป็นจำนวนมาก      เพื่อนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม   เกษตรกรรม   สาธารณสุข   และอื่น ๆ     สารเคมีเหล่านี้เมื่อผ่านด่านศุลกากรแล้วจะถูกนำไปเก็บไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ   เช่น   ในโรงงาน  ห้องทดลอง  ในถังเก็บขนาดใหญ่  (TANK  FARM) และในโกดัง    ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บสารเคมีจะต้องมีระบบการจัดเก็บที่ดี   และมีข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีชนิดต่าง ๆ  โดยละเอียด     โดยต้องทราบชื่อสารเคมีพร้อมคุณสมบัติที่เป็นอันตรายและคุณสมบัติที่เป็นพิษ   และทราบวิธีการจัดเก็บเฉพาะตัว   ภาชนะทุกชิ้นจะต้องมีฉลากบอกรายละเอียด   นอกจากนี้ต้องทราบวิธีการดับไฟเมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้น

 การเก็บสารเคมีและการป้องกันอัคคีภัย

     สารเคมีที่เก็บไว้ตามสถานที่เก็บต่างๆ บางชนิดนอกจากมีคุณสมบัติที่เป็นสารพิษแล้ว   ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายได้   เช่น   มีคุณสมบัติเป็นสารติดไฟ   สารกัดกร่อน  เป็นต้น   ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องทราบคุณสมบัติของสารเคมีแต่ละชนิด   และอาจจัดเก็บตาม คุณสมบัตินั้น ๆ  สารเคมีบางชนิดอาจมีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายหลายอย่างก็ได้  ในการจัดเก็บก็จะมีข้อยกเว้นพิเศษแยกออกไป นอกจากนั้นผู้ดูแลสถานที่เก็บสารเคมีจะต้องมีความรู้ว่าสารเคมีชนิดไหนสามารถเก็บใกล้กันได้  และสารเคมีชนิดไหนต้องจัดเก็บแยกออกไป

     การจัดเก็บสารเคมีตามคุณสมบัติที่เป็นอันตรายตามคำแนะนำของ NFPA (National Fire Protection Association)  ประเทศ
สหรัฐอเมริกา   อาจแบ่งแยกสารเคมี
ออกเป็นกลุ่ม ๆ  ดังนั้น

1.       OXIDIZING  CHEMICALS

2.       COMBUSTIBLE  CHEMICALS

3.       UNSTABLE  CHEMICALS

4.       WATER-AND   AIR-REACTIVE  CHEMICALS

5.       CORROSIVE  CHEMICALS

6.       RADIOACTIVE  MATERIALS  

  1.  OXIDIZING  CHEMICALS   (สารเคมีประเภทให้ออกซิเจน)

        สารเคมีกลุ่มนี้เมื่อได้รับความร้อนหรือติดไฟจะให้ออกซิเจนที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการติดไฟ  ทำให้เกิดการเผาไหม้ของสารอื่น ที่อยู่ใกล้เคียงแม้จะอยู่ในที่ ๆ ซึ่งไม่มีออกซิเจนก็ตาม การเกิดอัคคีภัยสาเหตุเกิดจากการที่ภาชนะแตกหรือชำรุดสารเคมีที่รั่วไหล จะทำ ปฏิกิริยากันจะให้ความร้อนเกิดการลุกไหม้และเกิดการระเบิดขึ้น

              1.1      การเก็บสารเคมีที่เป็น  OXIDIZING  AGENTS          

-  ห้ามเก็บใกล้กับวัตถุที่เผาไหม้ได้  (COMBUSTIBLE) หรือวัตถุไวไฟ (FLAMMABLE)   เช่น   เชื้อเพลิง   เป็นต้น    ตัวอย่างเช่น   โพแทสเซียม   เปอร์แมงกาเนต   ซึ่งเป็นสาร  OXIDIZING  AGENT   เก็บใกล้   กลีเซอรอลที่มีอุณหภูมิสูง   หากภาชนะบรรจุทั้งสองชนิดชำรุดรั่วแล้วจะทำให้สารเคมีทำปฏิกิริยากันรุนแรงทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้

-  สาร  OXIDIZING  AGENT  ควรเก็บในสถานที่มีอากาศถ่ายเทอย่างเพียงพอ   และเก็บ ในห้องที่มีอากาศเย็นมีระบบป้องกันไฟไหม้   อาคารเก็บแข็งแรงโครงสร้างและตัวอาคารทำด้วยวัสดุทนไฟ

-  พื้นห้องอาคารสะอาด   หากมีการหกหรือรั่วไหลต้องทำความสะอาดทันที  

1.2      การป้องกันอัคคีภัยอันเกิดจากสาร  OXIDIZING  CHEMICALS

                             สถานที่เก็บต้องจัดให้มีระบบการดับเพลิงโดยใช้น้ำ   ให้มีการเก็บน้ำสำรองในปริมาณมากไว้ใช้ในการดับเพลิง   ดังกรณีการดับไฟที่ในบริเวณที่มีสาร  INORGANIC  OXIDIZING  AGENTS  เช่น   พวก  NITRATES,  NITRITES,  และ CHLORATES ในรายที่ไฟไหม้ที่ไม่รุนแรงที่เกิดจากที่สารเคมีกระเด็นออกมาทำปฏิกิริยากันอาจใช้เครื่องดังเพลิงชนิดเคมีแห้ง หรือชนิดโฟมในการดับไฟ   หรือใช้สารดูดซับ   เช่น   ใช้ทราย  หรือ   SODA  ASH  (SODIUM  CARBONATE)  กลบ   ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผลก็เปลี่ยนมาใช้น้ำดับไฟซึ่งให้ผลดีกว่า  พนักงานดับเพลิงต้องระมัดระวังในการดับเพลิงที่เกิดจากสารเคมีพวก NITRITES NITRATES ต้องสวมชุดปฏิบัติการพิเศษรวมเครื่องช่วยหายใจ   ป้องกันการหายใจเอาแก๊สพิษ   OXIDES   ของ    NITROGEN     เข้าไปนอกจากนั้นการดับไฟต้องระมัดระวังการกระเด็นของสารเคมีเหล่านั้นในขณะที่ฉีดน้ำดับไฟด้วย


                1.3   OXIDIZING  CHEMICALS   ที่ควรรู้จัก  

                                1.3.1     พวกไนเตรต   (NITRATES)   ได้แก่

                                                -  โซเดียม   ไนเตรต  (SODIUM  NITRATES)   ลักษณะเป็นผลึกสีขาวใสไม่มีกลิ่นใช้ในอุตสาหกรรม

ปุ๋ย  FLUX  แก้ว   ไม้ขีดไฟ   เป็นต้น   เป็นสารที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้  (NONCOMBUSTIBLE)  แต่สามารถให้แก๊สออกซิเจนเพิ่มความรุนแรงในการเผาไหม้วัตถุอื่นที่อยู่ใกล้กัน   โซเดียม   ไนเตรต สามารถ ละลายได้ในน้ำ ถ้าถุงผ้าหรือถุงกระดาษที่บรรจุสาร  NITRATES ได้รับความชื้นระหว่าง การขนส่ง หรือในขณะเก็บสาร  NITRATES  ก็จะซึมไปทั่วถุงนั้น   เมื่อแห้งก็จะเป็นอันตรายอาจทำให้เกิดไฟไหม้ ได้ง่ายขึ้น   ดังนั้นการเก็บโซเดียม ไนเตรต  มักจะถ่ายจากถุงผ้าหรือถุงกระดาษไปเก็บในภาชนะที่ทนไฟ และถุงเหล่านั้นก็ต้องนำไปเก็บในที่ปลอดภัยหรือกำจัดไป  ต้องแยกโซเดียม ไนเตรต      ออกจากวัตถุอินทรีย์ หากเก็บใกล้กันหรือเก็บรวมกันจะทำให้เกิดไฟไหม้และระเบิดขึ้นได้

 

                                                 -   โพแทสเซียม  ไนเตรต  (POTASSIUM  NITRATE)  มีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายเหมือนกับโซเดียม

ไนเตรต   แต่โพแทสเซียม  ไนเตรต  ดูดซับความชื้นได้น้อยกว่า  

                                                 -   แอมโมเนียม  ไนเตรต  (AMMONIUM  NITRATE)   ลักษณะเป็นผลึกสีขาวใสใช้ผลิตปุ๋ย 

วัตถุระเบิด   พลุ  ยาปราบศัตรูพืช  ยาปราบวัชพืชอุตสาหกรรม  ไนตรัสอ๊อกไซด์   เป็นต้น   สามารถระเบิด ได้เมื่ออยู่ในที่จำกัด  (CONFINEMENT)  และเมื่อได้รับอุณหภูมิสูง  หากเกิดไฟไหม้ต้องใช้น้ำดับเพลิง ในปริมาณมากเป็น   STRONG  OXIDIZING  AGENT   ดังนั้น  ในขบวนการผลิตที่ป้องกันไม่ให้เกิด การระเบิดหรือไฟไหม้มักจะเติมสารแอมโมเนีย  ฟอสเฟต  5%  ถึง  10%  ลงไปในแอมโมเนียมไนเตรต ชนิดที่ผลิตปุ๋ย  ชนิดเม็ดมักเคลือบด้วยดิน  ครีเซ็ลกรู   (KIESELGUHR)

                                                -   กรดไนตริก (NITRIC ACID)  เป็น  OXIDIZING  AGENT   และเป็นสารกัดกร่อน   
                                               
(CORROSIVE)
การเก็บจะแยกเก็บไปจากสารที่เป็น  OXIDIZING  AGENT  อย่างเดียว 
                                               
รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในหัวข้อ     
CORROSIVE  CHEMICALS

1.3.2           พวกไนไตรท์  (NITRITES)

สารพวกไนไตรท์พึงระวังอย่าให้สับสนกับพวกไนเตรตซึ่งไนไตรท์จะมี  
ออกซิเจนน้อยกว่าไนเตรต 
1  ตัว   แต่เป็น  OXIDIZING  AGENT  ที่แรงกว่า   เนื่องจากสามารถให้ออกซิเจนออกมาที่อุณหภูมิต่ำกว่า ไนไตรท์ที่ผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้  (COMBUSTIBLE)   จะเป็นสารผสมที่มีอันตรายมาก   ต้องระวังเรื่องไฟไหม้และการระเบิด เมื่อได้รับความร้อนหรือมีเปลวไฟมาเกี่ยวข้อง   ตัวอย่างเช่น   แอมโมเนียม  ไนไตรท์   สามารถระเบิดได้เอง  ดังนั้นมาตราการในการเก็บ  การขนส่ง   การป้องกันอัคคีภัย   ควรระมัดระวังเช่นเดียวกับไนเตรต

 

                                1.3.3           พวกอินอร์แกนนิค เปอร์ออกไซด์ (INORGANIC PEROXIDES)

                                                -   โซเดียม เปอร์ออกไซด์  (SODIUM PEROXIDE),  โปแทสเซียม เปอร์ออกไซด์  (POTASSIUM  

PEROXIDE)  และสตรอนเดียม เปอร์ออกไซด์ (STRONTIUM PEROXIDE) สารเหล่านี้ไม่ติดไฟหรือไม่สามารถเผาไหม้ได้ (NONCOMBUSTIBLE)  แต่สามารถทำปฏิกิริยา กับน้ำอย่างรุนแรง  ให้ออกซิเจนและความร้อนออกมา  เปอร์ออกไซด์ของโซเดียมและโปแทสเซียม   ถ้ามีปริมาณมากสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและเกิดระเบิดขึ้น   ทำให้ภาชนะที่บรรจุชำรุดแตก   แม้ว่าจะมีน้ำเพียงเล็กน้อยก็ตาม   หากภาชนะนี้ไปวางใกล้กับวัตถุอินทรีย์ก็จะเกิดการลุกไหม้ขึ้นได้

-   แบเรียม  เปอร์ออกไซด์ (BARIUM PEROXIDE)  เมื่อแบเรียม  เปอร์ออกไซด์  ผสมเป็นเนื้อเดียวกับ

                                                วัตถุที่เผาไหม้ได้  (COMBUSTIBLE)  จะกลายเป็นวัตถุระเบิดได้  หากได้รับ การเสียดสี หรือเมื่อสัมผัส
                                                 กับน้ำแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็สามารถระเบิดไฟไหม้
ได้

                                                 -   ไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์  (HYDROGEN  PEROXIDE)  เป็นของเหลวหนืดคล้ายน้ำเชื่อม           

                                                ถ้าบริสุทธิ์จะอยู่ตัวได้รับความร้อนที่อุณหภูมิ  212  องศา  F    (100  องศา  C) 

                                               ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิด 99.2%  จะสามารถสลายตัวด้วยอัตราการสลายตัว 4% ต่อระยะเวลา 1 ปี 
                                               
และชนิดที่เข้มข้น
50-90%  สามารถสลายตัวด้วยอัตราต่ำกว่า  2%  ต่อวัน  อุณหภูมิเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำ
                                               ให้ไฮโดรเจนเปอร์
ออกไซด์ สลายตัวได้เร็วขึ้น  ยิ่งใกล้จุดเดือดการสลายตัวจะเร็วยิ่งขึ้น  ดังนั้น  ต้องมีการ
                                               ลดความดันป้องกันมิให้ภาชนะแตกโดยทั่วไปแล้วไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง
                                              
86-90.7%   สามารถระเบิดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่มีความเข้นข้นมากกว่า  92%    สามารถระเบิดได้ 
                                                เมื่อได้รับการสั่นสะเทือน   ไอระเหยของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิดเข้มข้น  เมื่อสัมผัสกับประกายไฟ 
                                               จะเกิดการระเบิดขึ้น   การสลายตัวของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์   จะทำให้เกิดน้ำ   ออกซิเจน  และ ความร้อน
                                               ขึ้นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ชนิดที่มีความเข้มข้นมากกว่า
35%เมื่อสลายตัว จะให้ความร้อนเพียงพอ ที่จะทำ 
                                               ให้น้ำทั้งหมดกลายเป็นไอได้   การสลายตัวของไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์อาจมีสาเหตุจากการ ที่มีโลหะบาง
                                               ชนิด  เช่น   เหล็ก 
(IRON),  ทองแดง (COPPER),  โครเมียม (CHROMIUM) ,  และโลหะอื่น ๆ
                                               ปะปนอยู่ 
(ยกเว้นอลูมิเนียม)   หรือเกลือโลหะเหล่านั้น   นอกจากนี้การสลายตัวของไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์ 
                                              
อาจมีสาเหตุจากการที่มีวัตถุอื่นปะปนอยู่  เช่น  ฝุ่นผงของวัตถุที่เผาไหม้ได้
(COMBUSTIBLE DUST)
                                               หรือกรณีที่ไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์  สัมผัสกับสิ่งที่มีผิวหยาบ  เช่น  กระจกฝ้า (GROUND GLASS)
                                               ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์เป็น  STRONG OXIDIZING AGENT    เมื่อสัมผัสกับวัตถุที่เผาไหม้ได้ 
                                              
(COMBUSTIBLE  MATERIAL)  อาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้หรือระเบิดได้   ซึ่งเป็นไปได้สำหรับ
                                                ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
20% ขึ้นไป

 

การขนส่งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์  ตามหลักของ  IMO  (INTERNATIONAL  MARITIME  ORGANIZATION) 

แบ่งไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์  ออกเป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้

                                -   ไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง 8-20%  จะมีคุณสมบัติเป็น  OXIDIZING  AGENT   ตาม  UN.NO.  2984

                                -    ไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง 20-60%  จะมีคุณสมบัติเป็น  OXIDIZING  AGENT   และ  CORROSIVE  ตาม  UN.NO.  2014

                                -     ไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 60%      จะมีคุณสมบัติเป็น  OXIDIZING  AGENT   และ  CORROSIVE  ตาม  UN.NO.  2015

                           ชนิดนี้จะมีอันตรายเมื่อมีความเข้มข้นสูงขึ้น  ถ้าสัมผัสกับพวกเปอร์แมงกาเนตจะทำให้เกิดการสลายตัวอย่างรุนแรง

                กรณีพิเศษ     การเก็บสารไฮโดรเจน  เปอร์ออกไซด์ต้องเป็นสถานที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง   ห่างจากแหล่งกำเนิดความร้อน   เก็บแยกจากพวกเปอร์แมงกาเนต   เก็บให้ห่างไกลจากโลหะชนิดผงและควรเก็บแยกตามคุณสมบัติดังรายละเอียดข้างต้น

1.3.4           พวกคลอเรต  (CHLORATES)

                                                 -  โพแทสเซียม คลอเรต  (POTASSIUM CHLORATE)   เป็นผลึกสีขาวละลายได้ในน้ำ  
                                                 
เผาไหม้ไม่ได้
เป็น  STRONG  OXIDIZING  AGENT  เมื่อได้รับความร้อนจะสลายตัว
                                                  ให้แก๊สออกซิเจน  เมื่อผสมกับวัตถุเผาไหม้ได้ก็จะทำไฟไหม้หรือเกิดระเบิดได้   ถังที่บรรจุคลอเรต
                                                  ได้รับความร้อนอาจเกิดระเบิดได้

                                                 -   โซเดียม คลอเรต  (SODIUM  CHLORATE)   คุณสมบัติเหมือนโพแทสเซียม  คลอเรต

                                  1.3.5      พวกคลอไรต์  (CHLORITES)

                                                -   โซเดียม  คลอไรต์   (SODIUM  CHLORITE) เป็น STRONG  OXIDIZING  AGENT  หรือ

POWERFUL  OXIDIZING  AGENT เมื่อผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้     (COMBUSTIBLE  MATERIALS)  ก็จะกลายเป็นวัตถุระเบิดและเมื่อสัมผัสกับกรดแก่ก็จะเกิดการระเบิดให้แก๊ส  คลอรีน  ไดออกไซด์  ที่อุณหภูมิ  175  องศา  C  โซเดียม  คลอไรต์ สามารถสลายตัวพร้อมกับให้ความร้อน ออกมาด้วย

                                  1.3.6     พวกไดโครเมท  (DICROMATES)

                                                -   แอมโมเนียม ไดโครเมท  (AMMONIUM  DICROMATE)เป็นสารเคมีประเภทไดโครเมทที่

อันตรายจากที่สุด   สามารถสลายตัวได้ตั้งแต่อุณหภูมิ  124.4  องศา  C  ขึ้นไป   และถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นกว่า 229  องศา  C   ก็จะทำให้เกิดการโป่งพองขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้ภาชนะแตกได้ให้ความร้อนและแก๊ส  ไนโตรเจนออกมา

                                                 -  โพแทสเซียม  ไดโครเมท  (POTASSIUM  DICHROMATE)  สามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่นที่

สามารถรับออกซิเจน   ความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาบางครั้งอาจทำให้เกิดลุกติดไฟได้

   

1.3.7      พวกไฮโปคลอไรต์  (HYPOCHLORITES)

                                                -    แคลเซียม  ไฮโปคลอไรต์(CALCIUM  HYPOCHLORITE) ลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นฉุน
                                                เป็น
STRONG  OXIDIZING  AGENT  สามารถลุกติดไฟได้ถ้าสัมผัสกับวัตถุที่เป็น 
                                               
COMBUTIBLE  ORORGANIC  MATERIALS  เมื่อได้รับความร้อนจะให้แก๊สออกซิเจนออกมา 
                                               
ซึ่งเพิ่มความรุนแรงของอันตรายอันเกิดจากไฟไหม้มากยิ่งขึ้น  แคลเซียม  ไฮโปคลอไรต์  สามารถทำ  
                                                ปฏิกิริยา กับความชื้นพวกกรดให้แก๊สพิษ   คลอรีน,   คลอรีน  มอนนอกไซด์ 
(CHLORINE 
                                               
MONOXIDE)
   และออกซิเจนออกมาปกติแล้วมักจะซื้อขายกันในลักษณะผงฟอกขาว  (BLEACHING 
                                               
POWDER)
หรือชนิดที่เข้มข้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้กับสระว่ายน้ำ   ดังนั้นการเก็บแคลเซียม  ไฮโป คลอ
                                                ไรต์จะต้องเก็บแยกจากวัตถุที่เผาไหม้ได้,  
REDUCING  AGENT,  และ  กรด  สถานที่เก็บ ต้องเป็น
                                                ที่แห้ง

 

                                1.3.8      เปอร์คลอเรต  (PERCHLORATES) พวกเปอร์คลอเรตจะมีออกซิเจนมากกว่าคลอเรต 1 ตัว  คุณสมบัติ โดยทั่วไปเหมือนคลอเรตแต่คงตัวมากกว่า เมื่อสัมผัสกับกรดซัลฟูริกที่เข้มข้นทำให้เกิดการระเบิดได้ ตัวอย่างสารเปอร์คลอเรต   ได้แก่

 

                                               -   แอมโมเนียม  เปอร์คลอเรต   (AMMONIUM  PERCHLORATE)มีความไวที่จะระเบิดถ้าไม่

บริสุทธิ์   หากมีสารบางอย่างผสมอยู่   เช่น   ซัลเฟอร์,   โลหะผง   หรือวัตถุคาร์บอน  แอมโมเนียม  เปอร์คลอเรต  ชนิดที่บริสุทธิ์ก็อาจจะระเบิดได้  ถ้ามีไฟไหม้

 

                                               -   โพแทสเซียม  เปอร์คลอเรต   (POTASSIUM  PERCHLORATE), โซเดียมเปอร์คลอเรต 

(SODIUM  CHLORATRE) และแมกนีเซียม  เปอร์คลอเรต  (MAGNESIUM  PERCHLORATE)  แต่ละชนิดเมื่อผสมกับวัตถุที่เผาไหม้ได้ เช่น สารอินทรีย์  หรือวัตถุที่สามารถ รับออกซิเจนได้ก็จะกลายเป็นวัตถุระเบิดในบางกรณีแมกนีเซียมเปอร์คลอเรต ใช้ในห้องปฏิบัติการ สำหรับเป็นสารที่ดูดความชื้นใช้แทนแคลเซียมคลอไรด์   แต่ต้องระวังในเรื่องอันตรายมากขึ้น


                                1.3.9        พวกเปอร์แมงกาเนต  (PERMANGANATES)     INORGANIC  PERMANGANATE      เมื่อผสมกับ  COMBUSTIBLE  MATERIAL  จะกลายเป็นวัตถุที่ง่ายต่อการติดไฟเมื่อได้รับการเสียดสี   หรืออาจลุกติดไฟได้เอง เมื่อถูกสัมผัสกับกรดอินทรีย์ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดระเบิดขึ้นได้ไม่ว่าสารเปอร์แมงกาเนตจะอยู่ในสภาพที่เป็นสารละลาย หรือในสภาพ ที่แห้งก็ตามตัวอย่างเช่น

                                                -   โพแทสเซียม  เปอร์แมงกาเนต (POTASSIUM  PERMANGANATE)สารเคมีชนิด นี้สามารถ  

                                                ทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับวัตถุที่สามารถรับออกซิเจนที่มีลักษณะเป็นชิ้น ละเอียดถ้าสัมผัสกับกรดซัลฟูริก
                                                หรือไฮโดรเจน   เปอร์ออกไซด์  ก็จะระเบิดได้ นอกจากนี้ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้ยังเกิด หมอกและควัน
                                                ที่เกิดอันตรายด้วย

  NEXT หน้าถัดไป