ตัวอย่างสารเคมีประเภทกัดกร่อน
กรดอนินทรีย์
(INORGANIC
ACID) สารละลายชนิดเข้มข้นของกรดอนินทรีย์
เป็นสารที่ไม่สามารถถูกเผาไหม้ได้แต่
จะมีอันตราย ถ้าเกิดการรั่วไหลไปผสมกับสารเคมีอื่นหรือวัตถุเผาไหม้ได้
ซึ่งเก็บอยู่ใกล้เคียงกันทำให้
เกิดไฟไหม้และเกิดระเบิด
ได้
ตัวอย่าง INORGANIC ACID ได้แก่
-
ไฮโดรคลอริก
แอซิด (HYDRORIC
ACID) สารละลายกรดที่มีความเข้นข้นสูงจะมีอันตราย
เมื่อ
ทำปฏิกิริยากับโลหะเช่น
TIN,
IRON, ZINC,
ALUMIUM และ
MAGNESIUM ให้แก๊สไฮโดรเจน
ถ้าผสมกับ NITRIC
ACID ซึ่งเป็น
STRONG OXIDIZING AGENT
จะได้แก๊สพิษคลอรีน
และไนตรัส ออกไซด์
-
ไฮโดรฟลูออริก
แอซิด (HYDROFLUORIC
ACID) ไฮโดรฟลูออริก
แอซิด ทั้งที่เป็นชนิด แอนไฮดรัสและชนิดสารละลายเป็น NONCOMBUSTIBLE เมื่อสัมผัสกับวัตถุที่เผาไหม้ได้ก็ไม่เกิดการติดไฟ แต่มีจะมีอันตรายเมื่อสัมผัส
กับโลหะจะให้แก๊สไฮโดรเจน
ที่เป็นแก๊สพิษออกมา
ทำให้ระคายเคืองตาทำให้ผิวหนังไหม้ได้รับความเจ็บปวดมาก
-
ไนตริก แอซิด
(NITRIC ACID)
เป็นทั้งสารกัดกร่อนและ
STRONG OXIDIZING AGENT
ถ้า
สัมผัสกับวัตถุมีส่วนผสม
ประกอบของ
CELLULOSE
จะทำให้เกิดการติดไฟ
จะเกิดควันของพวกออกไซด์
ซึ่งเป็นพิษไนตริก
แอซิด ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
97.5% หากกระเด็นลงไปในน้ำมัน
(GASLSOLINE) ที่กำลังไม้จะทำให้เกิดระเบิดได้
ในการเก็บต้องแยกเก็บเป็นกรณีพิเศษ
ตามคุณสมบัติ
-
เปอร์คลอริก
แอซิด (PERCHLORIC ACID) โดยปกติซื้อขายกันชนิดที่เข้มข้น
72% หากใช้ผิดวิธีหรือมีความเข้มข้นสูงกว่า
72%
จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อได้รับความร้อนเปอร์คลอริก
แอซิด เป็น STRONG OXIDIZING AGENT และ
DEHYDRATING AGENT
ที่อุณหภูมิห้องจะไม่ให้ออกซิเจนอกมานอกจากจะได้รับความร้อนส่วนมากจะใช้ในห้องทดลอง
ถ้าหากสารอินทรีย์สัมผัสกับ
PERCHLORIC ACID จะทำให้เกิดการเผาไหม้มากขึ้น
หากสารเปอร์คลอริก แอซิด ผสมกับ
ซัลฟูริก แอซิด
หรือฟอสฟอรัส เพนตะออกไซด์
ซึ่งเป็น STRONG DEHYDRATING AGENT
จะทำให้
เปอร์คลอริก แอซิด
ซึ่งเป็น STRONG
DEHYDRATING AGENT จะทำให้เปอร์คลอริก
แอซิด เปลี่ยนเป็น
ANHYDRIDE PERCHLORIC ACID
ซึ่งสามารถสลายตัวได้แม้กระทั่งในอุณหภูมิห้อง
และเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
ดังนั้น ต้องระมัดระวังในเรื่องนี้
-
ซัลฟูริก
แอซิด (SULFURIC
ACID) เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำของสารอินทรีย์
และให้ความร้อนออกมาเพียงพอ
ที่จะทำให้เกิดการจุดติดไฟได้
นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังอันตราย
ถ้าหากกรดนี้สัมผัสกับร่างกายจะทำให้ผิวไหม้และปวดแสบรุนแรง
สารละลาย ซัลฟูริก แอซิด
สามารถทำปฏิกิริยากับโลหะให้แก๊สไฮโดรเจนออกมา
พวกฮาโลเจน
(HALOGENS)
สารกลุ่มนี้มีความไวไฟต่อปฏิกิริยาทั้งหมด และมีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายกัน
ได้แก่ CHLORINE,
FLUORINE, BROMINE
และ IODINE และความไวต่อปฏิกิริยาจะลดลงตามลำดับ
สองตัวสุดท้าย
จะมีอันตรายต่อการเกิดอัคคีภัยน้อยกว่า
ทุกตัวเป็น NONCOMBUSTOBLE
แต่จะไปช่วยในการเผาไหม้ของสารอื่น
ได้แก่ น้ำมันสน
ฟอสฟอรัส และผงโลหะ
ทำให้เกิดการจุดติดไฟลุกไหม้ได้เอง
แล้วได้ควันพิษที่สามารถกัดกร่อนและระคายเคือง
ต่อตาและ ทางเดินหายใจ
ดังมีรายละเอียดของแต่ละสารดังนี้
-
โบรมีน (BROMINE)
เป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติเป็นสารกัดกร่อนมีสีแดงออกน้ำตาล
หากสัมผัสกับวัตถุที่เผาไหม้
(COMBUSTIBLE)
จะทำให้เกิดไฟไหม้ได้
- คลอรีน (CHLORINE)
เป็นแก๊สพิษสีเขียวออกเหลืองหนักกว่าอากาศ
ได้จากขบวนการผลิต
ทางอุตสาหกรรม
หรือจากผงฟอกจาก (BLEACHING
POWDER) บางทีเรียก
CHLORINE OF LIME โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีกรดแก่
คลอรีนเป็น
สารที่ไม่ ไวไฟ
แต่สามารถทำให้เกิดไฟไหม้หรือเกิดระเบิดเมื่อสัมผัสกับสารต่อไปนี้ ACETYLENE,
AMMONIA, น้ำมันสน หรือโลหะชิ้นละเอียด
สถานที่เก็บคลอรีนควรมีการระบายอากาศที่ดี
-
ฟลูออรีน (FLURINE) เป็นแก๊สสีเขียวออกเหลือง
เป็นสารที่มีความไวไฟต่อปฏิกิริยามากที่สุด
สามารถทำปฏิกิริยารุนแรงกับไฮโดรเจนหรือวัตถุอินทรีย์หลายชนิด
ถ้าสัมผัสกับผงโลหะจะทำให้เกิดการระเบิดจะทำลายแก้วและโลหะ
และถ้าสัมผัสกับไอน้ำจะทำให้เกิดปฏิกิริยาถึงกับระเบิดได้
ดังนั้น จะต้องบรรจุในถังที่ทำด้วย
NICKEL
หรือ MONEL ฟลูออรีนจะทำปฏิกิริยากับโลหะทั้ง
2 ชนิด เกิดชั้นของ
NIKEL FLUORINE ซึ่งป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยามากไปกว่านั้นอีก
ดังนั้น ถังเก็บจะต้องระมัดระวังไม่ให้มีความชื้น
หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ
มิฉะนั้นจะเกิดปฏิกิริยาทำให้
โลหะหลอมตัวและเกิดการลุกไหม้ของ
FLUORINE ทำให้ถังเก็บระเบิดได้
-
ไอโอดีน (IODINE) เป็นผลึกที่ระเหยได้มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน
มีสีม่วงดำ มีรายงานว่าเกิดการ
ระเบิดเมื่อให้
IODINE
ผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำมันสนหรือ
LEAD TRIETHYL
6.
RADIOACTIVE MATERIALS (วัตถุกัมมันตภาพรังสี)
ธาตุหรือสารประกอบที่มีรังสีเมื่อเกิดไฟไหม้หรือเกิดการระเบิดจะมีอันตรายเหมือน
กับวัตถุอันเคมีโดยทั่วไป
แต่จะมีอันตรายเพิ่มขึ้นเนื่องจากให้รังสีที่มีอันตรายออกมาทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต
ไอและฝุ่นแม้กระทั่งกลุ่มควันจะกระจายไกลออกไปจากบริเวณที่เกิดเหตุออกไป
การเก็บและการขนส่งวัตถุกัมมันตรังสีนั้น สำนักงานพลังงานปรมณูเพื่อสันติจะเป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ดังนั้น หัวข้อนี้จึงไม่มีรายละเอียดมากนัก
สารกัมมันตรังสีอาจมีอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ต่างๆ
เช่น ใน
NUCLEAR REACTORS
ใน RADIATION
MACHINES ที่มี
PARTICLE ACCELERATOR
และเครื่องมือที่ใช้ในทางการแพทย์และทางอุตสาหกรรกม
วัตถุกัมมันตรังสีมักจะมีอยู่ในพวกเชื้อเพลิง
(FUEL) และใน
WASTE ของ
NUCLEAR REACTOR
และในอาวุธนิวเคลียร์
(NUCLEAR WEAPONS) เป็นต้น