3.  สารเคมีที่ไม่คงตัว( UNSTABLE  CHEMICALS ) เป็นสารเคมีประเภทที่สามารถ  POLYMERIZE  ได้เอง   หรือสามารถทำ ปฏิกิริยาสารเคมีอื่นเมื่อมีตัวเร่งปฏิกิริยา  (CATALYST)  ช่วยจะทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง

 

3.1               การเก็บ  UNSTABLE  CHEMICALS

-          เก็บในที่ไม่มีแสงสว่างส่องถึง ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดความร้อนและประกายไฟ

-          ควรเก็บแยกในอาคารที่จัดไว้ในเฉพาะ   เช่น   การเก็บ  ORGANIC  PEROXIDE   อาคารจะต้องก่อสร้างด้วยวัสดุทนไฟ  มีการระบายอากาศระบายได้ดี  มีอุปกรณ์ดับเพลิงชนิดน้ำ  (AUTOMATIC  SPRINKLER) ในประเทศที่มีอากาศหนาวจะมีระบบป้องกันไม่ให้สาร   ORGANIC  PEROXIDE  แข็งตัวด้วย   ส่วนในประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของสารเคมี  เนื่องมาจากอากาศหนาวไม่ควรเปิดภาชนะของสารนี้ในห้องเก็บ

-          เก็บในที่มีอากาศเย็น มีอากาศระบายที่ดี ต้องกำจัดวัตถุที่เผาไหม้ได้ (COMBUSTIBLE)   ออกไป

 

3.2            การป้องกันอัคคีภัยที่จากสาร  UNSTABLE  CHEMICALS เมื่อเกิดอัคคีภัยที่เกิดจากสาร  UNSTABLE  CHEMICALS    โดยปกติจะใช้น้ำในการ ดับไฟในรูปสเปรย์  อาจใช้ AUTOMATIC  SPRINKLERS หรือ WATER  SPRAY  PROTECTION   ซึ่งตั้งอยู่ในที่ปลอดภัย

 

                3.3               UNSTABLE  CHEMICALS   ที่ควรรู้จัก

                                                -   ออร์แกนนิค  เปอร์ออกไซด์  (ORGANIC  PEROXIDE)   สามารถติดไฟได้   บางชนิดอาจระเบิดได้  
                                               
ถ้าอยู่ในที่อับ   การจัดเก็บและการขนส่งควรระมัดระวังในคุณสมบัติดังกล่าวเสมอ   ถ้าเกิดอัคคีภัยควรใช้
                                                น้ำดับในปริมาณมากจากระยะไกล

                                                 -  ไนโตร  พาแรฟฟิน   (NITRO  PARAFFINS)  เช่น  NITROMETHANE   เก็บห่างจากแหล่ง
                                                 ที่ให้
ความร้อน   ป้องกันการสั่นสะเทือน   และความดัน   เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เป็นวัตถุระเบิดด้วย

                                                 -   สไตรีน  โมโนเมอร์  (STYRENE  MONOMER) เป็นสารเคมีที่สามารถ POLYMERIZE                                                   ที่อุณหภูมิปกติได้อย่างช้า ๆ  และอัตราของ  POLYMERIZATION  จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 
                                                
ปฏิกิริยาที่เกิดจะให้ความร้อนออกมา   ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเกิดอัคคีภัยได้   ดังนั้น  จึงต้องเติมสาร
                                                 ที่ป้องกัน ไม่ให้เกิดการ
POLYMERIZATION   ลงไปเสียก่อน  เรียกว่า  INHIBITOR   เช่น  
                                                
เติมสาร  
HYDROQUINONE  ลงไป    เป็นต้น

 

                                                -   ไวนิล   คลอไรด์  (VINYL  CHLORIDE) เป็นแก๊สที่ไวไฟสามารถเกิดปฏิกิริยา
                                           
       
POLY MERIZATION  ที่อุณหภูมิสูงขึ้น   ดังเช่น   กรณีเกิดไฟไหม้   ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้   
                                                    ภาชนะบรรจุแตก   ดังนั้น สารไวนิล  คลอไรด์  จึงต้องเติมสารที่ป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยา
                                                   
(INHIBITOR)  ด้วยเช่นกัน

 

4.  WATER  AND  AIR  REACTIVE  CHEMICALS (สารเคมีที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศ)

                4.1   WATER-REACTIVE  CHEMICALS  สารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับน้ำ   ไอน้ำ   หรือสารละลายชนิดน้ำจะให้ความร้อน ออกมา   หรือให้แก๊สไวไฟ (FLAMMABLE  GASES) หรือ  แก๊สระเบิด  (EXPLOSIVE  GASES)  ออกมา   ตัวอย่างได้แก่  พวกโลหะต่าง ๆ เช่น   LITHIUM,  SODIUM,  POTASSIUM,   CALCIUM,  COBALT,  RUBIDIUM  ALLOYS  และ AMALGUMS  ของโลหะเหล่านั้น  พวก  HYDRIDES,  NITRIDES,  SULFIDES,  CARBIDES,  BORIDES,  SILICIDES,TELLURIDES,  SELENIDES,  ARSENIDES,  PHOSPHIDES,  ACID  ANHYDRIDES,  กรดและด่างชนิดเข้มข้น

                                การเก็บสารเคมีเหล่านี้จะเก็บในที่ระบายอากาศได้ดี   เย็นและแห้ง   ไม่ติดตั้งระบบฉีดน้ำ  SPRINKLER   ในอาคารเก็บ  และไม่ควรมีการใช้น้ำหรือนำน้ำเข้ามาในบริเวณที่เก็บ   อาคารเก็บจะต้องเป็นชนิดป้องกันน้ำได้   ตั้งอยู่ในทำเลที่สูง และเก็บแยกจากโกดังอื่น   เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้บางชนิด   เช่น   8  ตัวแรกที่กล่าวถึงเมื่อสัมผัสกับความชื้นจะให้แก๊สไฮโดรเจน   ดังนั้น  อาคารเก็บควรมีที่เก็บแก๊สตรงบริเวณใต้หลังคา  และมีสัญญาณฉุกเฉินเมื่อมีแก๊สที่เป็นอันตราอยู่ในปริมาณที่สูงก็จะแจ้งเหตุได้ทันควัน

                                การดับไฟสามารถดับไฟด้วยใช้สารดับไฟกลบ   เช่น   สาร  CALCIUM  MAGNESIUM  CARBONATE  (DOLOMITE)   ใช้ดับไฟพวก   HYDRIDES   แต่ถ้าหากในห้องเก็บมีสารที่เป็นสารที่สามารถไหม้ไฟ  (COMBUSTIBLE)  อยู่ด้วยจะปฏิกิริยาของน้ำไม่รุนแรงก็อาจใช้น้ำช่วยดับไฟ  และใช้น้ำช่วยควบคุมสารเคมีอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณที่ไฟไหม้ไม่ให้เกิดการ ลุกไหม้ได้   พนักงานดับเพลิงควรระมัดระวังอันตรายจากการระเบิดของสารเคมีด้วย

 

                4.2                AIR-REACTIVE  CHEMICALS  สารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับอากาศโดยปกติจะเก็บไว้ใต้น้ำ   หรือใต้ของเหลวอื่น   หรือภายใต้แก๊สเฉี่อยและใช้น้ำจำนวนมากในการดับไฟ   แต่ถ้าสารเคมีนั้นสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำด้วย   ตัวอย่างเช่น    โลหะโซเดียมที่เก็บในน้ำมัน  (OIL)   ในการดับไฟใช้สารเคมีแห้ง  (DRY  CHEMICALS)   ในการดับไฟ   ในกรณีสารเคมีสามารถทำ ปฏิกิริยากับอากาศ   เช่น   ฟอสฟอรัสขาวหรือเหลือง   น้ำจะทำให้  PHOSPHORUS  ที่หลอมเนื่องจากความร้อนจากไฟแข็งตัวอีก   แล้วจึงใช้ทรายกลบ

 

 

ตัวอย่างสารเคมีที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำ  หรืออากาศ   หรือทำปฏิกิริยาทั้งสองอย่าง  เช่น

-   พวก  ALKALIDES  (CAUSTICS)  เช่น  CAUSTIC  SODA  (SODIUM  HYDROXIDE)  หรือ  LIQUID  CAUSTIC  POTASH  (POTASSIUM  HYDROXIDE)  ด่างพวกนี้ไม่สามารถถูกเผาไม้ได้  (NON  COMBUSTIBLE)  แต่เมื่อผสมกับน้ำจะให้ความร้อนออกมา   ความร้อนที่ให้ออกมาร้อนเพียงพอที่ให้สารเคมีชนิด  COMBUSTIBLE จุดติดไฟได้  ส่วนสารละลายด่างเมื่อสัมผัสกับสังกะสี  (ZINC)  หรือโลหะกัลวาไนซ์ (GALVANIZED METALS)  หรืออลูมินัม  (ALUMIUM)  จะให้แก๊สไฮโดรเจนออกมา

  -   พวก  ALUMIUM  TRIALKYLS  สาร  METAL  ORGANIC  COMPOUNDS  ส่วนใหญ่แล้วเป็น  PYROPHORIC  เช่น   มันสามารถจุดติดไฟได้เองเมื่อมีอากาศหรือทำปฏิกิริยากับน้ำอย่างรุนแรง  หรือทำปฏิกิริยากับสารเคมีตัวอื่น   เช่น   TRIETHYL  ALUMIUM  สามารถติดไฟได้ในอากาศหรือสัมผัสกับน้ำ  และเมื่อผสมกับ STRONG OXIDIZING AGENT หรือ  HALOGENATED HYDROCARBON  จะทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเกิดการระเบิดได้

  -   พวก  ANHYDRIDES  เช่น   ACID  ANHYDRIDES  คือกรดที่ได้จากการแยกน้ำออกไปแล้ว  สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำ อย่างรุนแรงกลับกลายเป็นกรดอีก   พวก ORGANIC ACID  ANHYDRIDES  เป็นสารที่สามารถเผาไหม้ได้  จึงมีอันตรายมากกว่า ในขณะที่เป็นกรดเนื่องจากมีจุดวาบไฟต่ำกว่า   เช่น ACETIC  ANHYDRIDE  มีจุดวาบไฟที่ 53.9 องศา  C  ;PROPIONIC  ANHYDRIDE  มีจุดวาบไฟที่ 73.9  องศา  C    (OPEN  CUP)  BUTYRIC  ANHYDRIDE  มีจุดวาบไฟที่  87.8  องศา  C   (OP)  และ  MALEIC  ANHYDRIDE  ที่มีจุดวาบไฟ  103.3  องศา  C     ส่วนพวก  INORGANIC  ANHYDRIDE  เช่น  CHROMIUM  ANHYDRIDE  และ  PHOSPHOUS  ANHYDRIDE  เป็นสารที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้  (NONCOMBUSTIBLE)

  -   พวก  CARBIDES  เช่น  SODIUM  CARBIDE  และ   POTASSIUM  CARBIDE  เมื่อสัมผัสกับน้ำจะทำปฏิกิริยาเกิดการ ระเบิดอย่างรุนแรง   มีสารอีกหลายตัวที่สลายตัวในน้ำให้  ACETYLENE  ได้แก่  CALCIUM  CARBIDE,  LITHIUM  CARBIDE,  POTASSIUM  CARBIDE  และ  BARIUM  CARBIDE  แก๊ส  ACETYLENE  ที่เกิดขึ้นนี้เป็นแก๊สที่ไวไฟ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยในอาคารเก็บเป็นอย่างยิ่ง   ส่วน  SODIUM  CARBIDE  เมื่ออยู่ในแก๊ส  CHLORINE,  CARBON  DIOXIDE  หรือ  SULFUR  DIOXIDE  จะเกิดความร้อนจนลุกเป็นไฟ  ส่วน  SILICON  CARBIDE  และ  TUNGSTEN  CARBIDE  นั้นเป็นสารอยู่ตัว  (STABLE)

-   ถ่าน  (CHARCOAL)   บางครั้งถ่านจะทำปฏิกิริยากับอากาศด้วยอัตราที่เหมาะสมทำให้ถ่านร้อน  และจุดติดไฟได้   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ่านที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็ง   การเกิดความร้อนขึ้นได้เองมักจะเกิดจากถ่านที่ผลิตได้ใหม่มากกว่าถ่านที่ผลิตนานแล้ว ถ่านยิ่งลักษณะ ที่เป็นชิ้น ละเอียดจะมีอันตรายมากขึ้น

  -   ถ่านหิน  (COAL)  ถ่านหินทุก ๆ เกรด   จะเป็นวัตถุที่สามารถเกิดความร้อนได้เอง   และอาจเกิดการติดไฟได้   ยกเว้นชนิด  ANTHRCITE  ทั้งนี้ เนื่องจากถ่านหินที่มีขนาดละเอียดสามารถดูดซับออกซิเจนได้ดี

   พวกไฮไดรด์  (HYDRIDES)    เช่น  

  -   โซเดียม  ไฮไดร์ด  (SODIUM  HYDRIDE) ลักษณะเป็นผลึกสีเทา-ขาว  หรือผงสีเทา  เมื่อสัมผัส กับน้ำจะเกิดไฟลุกและเกิดระเบิด ขึ้นอย่างรุนแรง หรือเมื่ออยู่ในอากาศจะดูดซับความชื้นเกิดการลุกติดไฟได้

  -   ลิเทียม  ไฮไดร์ด  (LITHIUM  HYDRIDE)    เป็นของแข็งที่เผาไหม้ได้  (COMBUSTIBLE  SOLID)  ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยา กับน้ำอย่างรุนแรง ให้ไฮโดรเจนและความร้อนออกมา   ผงฝุ่นของ  LITHIUM  HYDRIDE  สามารถระเบิดได้ในอากาศที่ชื้นไฟฟ้าสถิตย์ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ฝุ่นนี้ระเบิดในอากาศที่แห้งได้

  -   ลิเทียม  อลูมินัม  (LITHIUM  ALUMINUM)  เหมือน  LITHIUM   HYDRIDE ความร้อนที่ เกิดจากปฏิกิริยาสามารถ ทำให้ ไฮโดรเจนติดไฟได้  ในกรณีที่  LITHIUM  ALUMINUM  HYDRIDE  ละลายใน  ETHER  อัคคีภัยอาจมีสาเหตุจากอีเทอร์ด้วยก็ได้   หากมีการกระเด็นของสารนี้ไปถูกวัตถุที่เผาไหม้ได้เองหรืออาจเกิดจากการเสียดสีของแสง  (LIGHT  FRICTION)

พวกออกไซด์  (OXIDE)    เช่น

-   แคลเซียม  ออกไซด์  (CALCIUM  OXIDE)  รู้จักกันในชื่อของ  QUICK  LIME  หรือ  UNSLAKED LIME   สามารถทำปฏิกิริยา กับน้ำอย่างรุนแรง  ให้ความร้อนเพียงพอที่ทำให้กระดาษไหม้หรือวัตถุที่เผาไหม้ได้จุดติดไฟได้

 -   ฟอสฟอรัส (PHOSPHORUS) มี 2 ชนิดคือ WHITE  PHOSPHOROUS และ RED  PHOSOHORUS

                1.  WHITE  PHOSPHOROUS  (OR  YELLOW  PHOSPHORUS)  เป็นสารที่อันตรายมาก   เนื่องจากเมื่อ มีอากาศ จะทำให้เกิดการ OXIDATION ได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดการลุกติดไฟได้ดี  ดังนั้นในการเก็บหรือขนส่งจะเก็บไว้ใต้น้ำ ในภาชนะที่ทำด้วยโลหะ     และมีการตรวจสอบตลอดเวลาว่ามีการรั่วไหลของภาชนะบรรจุหรือไม่     การเก็บให้เก็บห่างจากความร้อน     ฟอสฟอรัสขาวหรือเหลือง  นอกจากจะมีอันตรายเนื่องจากการเกิดอัคคีภัยและยังเป็นอันตรายเนื่องจากเป็นวัตถุมีพิษด้วย   ดังนั้น ต้องระวังไม่ให้สัมผัสกับผิวหนัง      เมื่อเกิดการลุกไหม้จะเกิดกลุ่มหมอกควันหนาแน่นของควันพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดมาก

                2.   RED  PHOSPHOROUS  เป็นอันตรายน้อยกว่า   ไม่สามารถ  OXIDIZE  หรือเผาไหม้ได้เองที่อุณหภูมิปกติ   ดังนั้น ในการเก็บหรือการขนส่งไม่ต้องเก็บไว้ในน้ำเหมือนฟอสฟอรัสขาว   แต่ต้องเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิดเก็บให้ไกลจาก OXIDIZING  AGENT  ในขณะที่เป็นของแข็งจะไม่มีพิษ  ฟอสฟอรัสแดง  ได้จากการเผาไหม้ของฟอสฟอรัสขาวที่อุณหภูมิ  115.5 องศา C   โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาอยู่ด้วย   อย่างไรก็ตามในการเปิดภาชนะของฟอสฟอรัสแดงก็ควรระมัดระวังเกี่ยวกับการลุกติดไฟในอากาศด้วย

- SODIUM  HYDROSULFITE  หากสัมผัสกับความชื้นและอากาศจะให้ความร้อนอกมาได้เองและอาจทำให้วัตถุที่อยู่ใกล้ นั้นจุดติดไฟได้

 

5.   CORROSIVE  CHEMICALS  (สารกัดกร่อน)

                 คำว่ากัดกร่อน  (CORROSIVE)  นั้นแสดงถึงคุณสมบัติในการทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต   แม้ว่าสารเคมีบางชนิดจะเป็น  STRONG  OXIDIZING  AGENT  ด้วยจะจัดอยู่ในพวกสาร      กัดกร่อน      เพื่อเป็นการย้ำให้เห็นถึงอันตรายเมื่อสัมผัส หรือสูด หายใจ เข้าไป  หรือสารเคมีบางชนิด  จัดว่าเป็นสารที่ไวต่อการทำปฏิกิริยากับน้ำ   แต่ก็จัดอยู่ในสารประเภทกัดกร่อนด้วยเหมือนกัน  ดังนั้น ต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงการสัมผัสสูดดมหรือรับประทานเข้าไป   พวกกัดกร่อนเช่น  กรด  ด่าง  และ  ACID  ANHYDRIDE  สารเหล่านี้มักจะทำลายภาชนะที่บรรจุออกไปสู่บรรยากาศกับความชื้น  ไอกรดสามารถทำปฏิกิริยากับสารเคมีตัวอื่นได้

 

5.1               การเก็บสารกัดกร่อน

-          เก็บในที่เย็น  มีอากาศระบายดี  เก็บในที่แสงแดดส่องไม่ถึง

-          ภาชนะบรรจุสารกัดกร่อนจะต้องปิดมิดชิด  และมีฉลากปิด

-          โครงสร้างอาคารเก็บที่ทำด้วยโลหะควรทาสีและมีการตรวจสอบส่วนที่ชำรุด

-          เก็บแยกจากสารพวก  CYANIDES,  CARBIDES,  FLUORIDES,  SELENIDES 
   พวกโลหะและพวก 
HYDRIDES

-          เก็บแยกจาก  COMBUSTIBLE  CHEMICALS

-          หากมีการกระเด็นของกรดต้องทำให้เจือจากด้วยน้ำจำนวนมาก  และจัดการด้วยความระมัดระวัง  (ล้างน้ำ)

-          การเก็บสารคลอรีน  และฟลูออรีน  ที่ภาชนะบรรจุเป็นถังทนความดัน  (COLUMN)   จะต้องล่ามโซ่กับผนัง ที่แข็งแรง  เก็บในห้องเก็บสร้างด้วยวัสดุทนไฟ  อาคารเก็บมีระบบระบายอากาศ   และแยกเป็นห้อง ๆ ผู้ที่เข้าไปในบริเวณที่เก็บสารเคมีต้องมีเครื่องช่วยหายใจ

 

5.2               การป้องกันอัคคีภัย พวก  INORGANIC  ACID     เช่น SULFURIC  ACID,    NITRIC  ACID   และ 
    HYDROCHLORIC  ACID   สำหรับถังเก็บที่  EXPOSED  กับไฟให้ใช้น้ำสเปรย์ถังให้เย็นลง  ส่วนการ  
   
ดับไฟที่เหมาะสมกับไฟชนิดนั้น ๆ    เช่น   ในกรณีเกี่ยวกับ    SULFURIC  ACID  ใช้สารเคมีแห้งหรือ
    คาร์บอนไดออกไซด์ในการดับไฟ   หลีกเลี่ยงการใช้น้ำในการดับไฟ   สำหรับการดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ 
   
PERCHLORIC  ACID   จะต้องระมัดระวังเนื่องจากกรดนี้เมื่อผสมกับวัตถุอินทรีย์แล้วอาจเกิดการระเบิดได้  
   
พนักงานดับเพลิงจะต้องระมัดระวังในการกระเด็นของกรดและการสูดหายใจเอาไอพิษเข้าไป   และสวมใส่
    ชุดปฏิบัติการในการดับไฟ

NEXT หน้าถัดไป